วันพฤหัสบดี, เมษายน 30, 2552

หลงทางแต่กลับถูก

เมื่อวันอาทิตย์...มีคนชวนไปไหว้พระหลวงพ่อโสธร ที่จังหวัดฉะเชิงเทราแบบไม่ได้ตั้งตัว..แบบแกมบังคับ..ออกจากบ้านเที่ยงกว่าใกล้บ่ายได้แล้ว ถ้าเป็นเมื่อหลายวันก่อนคงขับไปขึ้นทางด่วนแถวสีลม หรือไม่ก็พระรามสาม แต่หลังจากที่กลับมาจากไปทำงานที่อุบลและค้นพบเส้นทางที่ย่นระยะทางจากฝั่งตะวันตก ให้ออกไปทางฝั่งตะวันออกอย่างรวดเร็วทันใจ โดยขับขึ้นทางด่วนพระราม 2 ที่เริ่มต้นที่ถนนกาญจนาภิเษก แล้วขับไปเรื่อยๆ จนถึงสะพานกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นสะพานแขวนคู่ขนานกับสะพานแขวนเดิม สะพานกาญจนาภิเษกเป็นสะพานที่ตัดผ่านช่วงพระประแดงไปบางนาและสมุทรปราการ ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะคะอันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะเพิ่งขึ้นไปและกลับได้ 3 ครั้งเอง แต่ก็รู้ว่าประหยัดเวลาในการเดินทางไปทางภาคตะวันออกมากๆ เริ่มติดใจถนนเส้นนี้และเริ่มคิดแผนการณ์ไปเที่ยวทะเลแถบตะวันออก ซึ่งเมื่อก่อน เบื่อการเดินทางกว่าจะทะลุออกไปชลบุรีได้ต้องติดแหงกอยู่ใน กทม. นี่ล่ะถึงจะมีทางด่วนก็เหอะก็ต้องติดก่อนจะขึ้นทางด่วนอยู่ดี แต่พอพบถนนเส้นนี้ต่อไปนี้ให้เอาถนนอะไรมาแลก็ไม่ยอมค่ะ ก็เลยกลายเป็นถนนในดวงใจไปซะแล้ว...55555...




นี่คือทางด่วนในดวงใจที่นำทางจากคนอยู่ฝั่งตะวันตกไปสู่ภาคตะวันออกได้ในพริบตาเดียว..

ขาไปไม่ค่อย งง เพราะมีบอกเส้นทางด้วยป้ายเขียวๆ เป็นระยะๆ แต่ตอนกลับสิ ป้ายบอกทางหายไป ทำให้หลงเข้าไป ถนนศรีนครินทร์ ออกรามโน่นนน...แล้วก้เลยต้องขับรถขึ้นทางด่วนหาทางกลับมาตั้งหลักกลับมาทางเดิมได้ที่ลาดกระบังนั่นล่ะ ทั้งที่ป้ายบอกทางก่อนเข้าถนนศรีนครินทร์มีบอกให้เลี้ยวไปลาดกระบัง ก็ไม่เข้าใจว่าไปลาดกระบังทำไมไม่คุ้น ก็เลยตรงไปศรีนครินทร์ซะนี่ ผลเลี้ยวไปเลี้ยวมาจะออกไปมีนบุรีโน่นถ้าเลี้ยวไม่ดีจะแถมให้ออกไปรามอินทราอีก ตัดสินใจขับเข้าเส้นทางราม ถึงมาเจอทางเข้าทางด่วนตรงลาดกระบัง อาจอธิบาย งงๆ เพราะบอกตรงๆ ว่าถึงตอนนี้ก็ยัง งง อยู่...55555...แต่ก็โผล่เข้าทางด่วนในดวงใจได้เหมือนเดิมล่ะน่าขาไปเสียค่าทางด่วน 45 บาท ขากลับเสียค่าทางด่วนแค่ 40 บาทเองอ่ะค่ะ....







Counter
คนน่ารักเข้ามา
เริ่ม 20/3/52



วันพุธ, เมษายน 29, 2552

อุบลฯรำลึก

ตอนนี้สนุกสนานกับการเดินทางไปโน่นไปนี่ สนุกสนานแบบเหนื่อยๆ และอดทน เป็นผู้จัดในการอบรมสัมนาเองไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายเลย แต่ก็ไม่ยากเกินกำลัง เคยได้ยินคำพูดว่า "การทำงานทำดีก็ได้แค่เสมอตัว" ถ้าหากทำไม่ดีก็โดนว่า โดนนินทา นั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนที่ทำงานเท่านั้นที่จะเจอปัญหา คนไหนที่ไม่ได้ทำก็ไม่ต้องเจอกับอะไร...และแล้วงานก็ลุล่วงไปลำดับหนึ่ง แต่ยังเหลืองานอีกหลายๆ งานที่ต้องจัดและทำ เหนื่อยกับการติดต่อผู้คนพูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง หรือเราเองกันนะที่พูดกับใครไม่รู้เรื่อง...555555...อาจเป็นเช่นนี้ก็ได้นะ





วันก่อนบินไปทำงานที่อุบลฯ ไม่อยากไปเลยแต่ก็ต้องไป ด้วยเป็นคนจัดและเป็นคณะทำงานตัวแทนของสำนักงานในพื้นที่นี้ มีปัญหานิดหน่อยระหว่างเครื่องลดความดัน ตัวเองปวดหัวอย่างรุนแรง ทั้งที่นั่งเครื่องมาเป็นสิบๆ เที่ยวได้แล้วไปเหนือ ใต้ อีสาน ไปมาหมดแล้ว ก็เกิดอาการ งง ว่าเกิดอะไรขึ้นกันนะถึงได้ปวดหัวขนาดนี้จนทนเกือบไม่ได้...คิดเอาเองว่าอาจจะเป็นปัญหาจากเมื่อ 8 เดือนก่อนที่บินไปอุบลฯ ที่ไม่สบายอย่างหนัก เกิดจากการอักเสบของหู ที่ก่อนวันที่จะบินไปได้ไปเที่ยวชายทะเลกับเพื่อนๆ ที่ทำงานแล้วลงเล่นน้ำแบบลืมตัวไปนิดสำลักน้ำ น้ำเลยเข้าหูและปาก อีกสองวันก็ต้องบินไปทำงานที่อุบลเลยไปนอนจับไข้ไม่ได้ทำงานอะไรนอนเฝ้าห้องซะงั้นล่ะ มีคนพาไปหาหมอหู ตา คอ จมูกที่นั่น เสียค่ายาไปเฉียดพัน..5555...ไม่คุ้มกับเบี้ยเลี้ยงที่ได้...กลับมา กทม. ก็ต้องนอนซมรักษาตัวต่อไป ก็คิดว่าหูน่าจะหายดี แต่ก็ไม่ปกติเท่าไร พอเที่ยวนี้ต้องบินไปอีกก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่พอมีก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะหูหรือเปล่า พี่ที่ไปด้วยถามว่า อดนอนมาหรือเปล่า...คิดได้ว่าจริงด้วย คืนนั้นนั่งเตรียมงานเพื่อไปพรีเซนส์จนถึงเช้าได้นอนตอนเช้า ช.ม กว่าๆ เองก็ต้องตืนเตรียมตัวบินไปทำงาน...ขากลับต้องบอกและถามพนักงานต้อนรับบนเครื่องบอกเล่าอาการให้เค้าฟัง เค้าบอกว่าไม่เคยเจอเคสนี้ เลยบอกว่ามีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะอดนอน เค้าเลยบอกแบบนี้ต้องลองดูครับ...นะ...ลองดูก็ลองดู..ทำไงได้จองตั๋วไปกลับแล้วนี่นา..เค้าถามว่าแล้วเที่ยวนี้พักผ่อนมาเต็มที่หรือเปล่าครับ ก็บอกว่าหลับสนิทพักผ่อนเต็มที่ค่ะ...ผลปกติทุกอย่าง...ต้องขอบคุณกับความเอาใจใส่ของพนักงานการบินไทยที่มาสอบถามหลังจากเครื่องแตะรันเวย์ว่ามีอาการอะไรมั๊ย..แล้วก็แสดงความดีใจที่เราปกติดีทุกอย่าง..แต่เพื่อนที่ไปด้วยกลับเมาเครื่องแทน ทั้งที่ตอนมาไม่มีอาการอะไร....55555....(ขำเพื่อนค่ะ)





เมื่อก่อนเวลาบินไปทำงานต่างจังหวัดจะต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งตัวเองจะสะดวกกว่าจะไปขึ้นที่สุวรรณภูมิ แต่ตั้งแต่หลังวันที่ 29 มี.ค 52 ต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้งหมดไม่ว่าสายใน หรือ นอกประเทศ ไกลมากค่ะขอบอกจากบ้านหมดค่าแท๊กซี่ไป 6 ร้อยกว่าบาทเบิกคืนได้แค่ 6 ร้อยเต็มอัตราศึกนอกเหนือจากนั้นเราต้องออกเอง..แต่ขากลับนั่งแท๊กซี่ได้ถูกกว่านิดหน่อยทั้งที่มีค่าธรรมเนียมเพิ่ม 50 บาทเพราะเป็นแท๊กซี่ต่อคิวของสนามบินที่มีไว้บริการผู้โดยสาร การนั่งแท๊กซี่เที่ยวนี้ทำให้ตัวเองค้นพบทางสะดวกในการไปสนามบินสุวรรณภูมิ ย่นระยะทางและเวลาเป็น ช.ม ขาไปใช้เวลาในการเดินทาง 2 ช.ม กว่าๆ โดยประมาณ แต่ขากลับใช้เวลาแค่ 45 นาทีก็ถึงบ้านแล้ว และการค้นพบเส้นทางนี้ทำให้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ใช้เส้นทางนี้เดินทางไปฉะเชิงเทรา ไปไหว้หลวงพ่อโสธรและไปเที่ยวตลาดน้ำบางคล้าใช้เวลาไม่ถึง 2 ช.ม ทั้งที่ขากลับหลงวนไปศรีนครินทร์เข้ารามแล้วกลับมาขึ้นทางด่วนแถวลาดกระบังเหมือนเดิม...55555...ขับรถชมวิวกันเล่นๆ ว่างั้นเหอะ แต่ก็กลับมาทันดูหนังเกาหลียอดฮิตทันแฮะค่ะทั้งที่ออกจากฉะเชิงเทราเกือบห้าโมงได้แล้ว


สำหรับคนที่ไปสนามบินสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรกดูออกจะ งงๆ นิดหน่อยเพราะมีหลายชั้นหลายฟลอร์ เวลานัดเจอกันบางคนก็จำไม่ได้ว่าชั้นไหนที่รถจอดส่ง และเป็นชั้นที่ต้องเดินทางออกไป บางคนจำได้ว่าชั้นโน้นชั้นนี้ เถียงกันไป แต่ในที่สุดเมื่อไปถึงจริงๆ รถจอดส่งตรงไหนก็คือชั้นนั้นล่ะ...55555..เป็นชั้นสำหรับขาออกไม่ว่าในประเทศ หรือต่างประเทศ ระหว่างนั่งรอก็นั่งดูโน่นดูนี่ระลานตาไปหมด สังเกตได้ว่านักท่องเที่ยวหายไปเยอะโดยเฉพาะฝรั่งผมทอง เกาหลี ญี่ปุ่นก็ไม่ค่อยเห็น ที่เห็นจะน้อยมาก มีบ้างประปราย ยิ่งใกล้เที่ยวบินเข้า-ออก จะเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่ไปหมด ทำให้ไม่เหงาระหว่างรอคอยเพื่อนผู้ร่วมเดินทาง หยิบกล้องคู่ใจเป็นกล้องโซนี่รุ่นติ๊งต๊องส์ ใช้งานง่ายพวก cyber-shot ของตัวเองเป็นรุ่น DSC T2 ที่ซื้อมานานมากแล้ว แต่เวลาไปไหนมักจะลืมเอาไปทุกทีไม่รู้ทำไม อาจเป็นเพราะไม่ค่อยติดกล้องแบบนี้มันเกะกะ ถึงจะเป็นกล้องที่เล็กและบางระบบสัมผัสก็ตามที แต่ก็ไม่ค่อยชอบใช้เท่าไร เวลาจะถ่ายอะไรก็จะใช้กล้องจากมือถือโนเกีย N73 ทุกทีสิน่า แต่ตอนนี้ N73 สีเริ่มเพี๊ยนข้อมูลเริ่มรวนๆ นิดหน่อย ใช้ซัมซุงตัวใหม่ถ่ายแทนก็ไม่ถูกใจ ภาพและสีออกมาพิกลๆ อยู่ ตอนนี้เลยต้องหันมาใช้กล้องโซนี่แทน จะใช้แคนนอนก็ดูเทอะทะเวอร์ๆ และดูเหมือนมืออาชีพไป ที่สำคัญเป็นกล้องที่เล่นยากสำหรับตัวเอง อีกอย่างไม่ค่อยถนัดมือเพราะเป็นกล้องที่มีน้ำหนักพอสมควร เวลาสะพายก็เกะกะพิลึก เลยไม่นิยม คนในบ้านเลยสบายไปเลยเอาไปยึดครองเป็นสมบัติส่วนตัวไปซะแล้ว...55555....



ขณะนั่งรอเพื่อนแหงนมองเพดาน เห็นเมฆลอยไปลอยมาชอบจังเลยแต่ไม่ชอบโครงเหล็กมันดูรกๆ ตายังไงชอบกลไม่รู้ เมื่อยก็เดินลงบันไดเลื่อนลงไปดูอาหารการกินชั้นล่างก็แหงนดูเพดานเห็นท่อเต็มไปหมด สังเกตไปสังเกตมา อ่อ..เป็นท่อที่ติดกับสปริงเกอร์...มองแล้วมองอีกจนแน่ใจว่าใช่แน่ๆ ถ้าหากไม่ใช่ใครรุ้บ้างเอ่ย ช่วยเฉลยด้วยค่ะ...ลืมถ่ายรูปมาอ่ะค่ะ

เมื่อถึงอุบลฯ เข้าที่พักเรียบร้อยในห้องพักจะมีมะลิต้อนรับอยู่บนหมอนพร้อมคำราตรีสวัสดิ์ และมีผลไม้เป็นส้มเขียวหวาน 2 ผลกับกล้วยน้ำว้า 1 ลูกก็ งง ทำไมให้กล้วยลูกเดียวเพราะพักสองคนไม่กล้าหยิบกิน เพราะทุกอย่างที่บอกซีนอยู่ในกระบุง แต่วันรุ่งขึ้นก็เสร็จเพื่อนร่วมห้องจนได้แล้วเค้าถึงค่อยมาเฉลยว่า วันแรกไม่กล้ากินเพราะเคยไปที่ไหนสักแห่ง เค้าทำแบบนี้เพื่อเซ่นไหว้อะไรสักอย่างเค้าเลยไม่กล้ากิน แต่เมื่อคืนเค้าเห็นพี่ที่ไปด้วยนั่งแกะส้มกินหน้าตาเฉย วันนี้เค้าก็เลยกล้าแกะกินส่วนเราไม่กินเพราะไม่ชอบผลไม้ทั้งสองอย่างนี้ มื้อแรกที่ไปถึงของโรงแรมเป็นอาหารเช้าเลือกไข่กะทะ กับต้มเส้นหรือที่นี่เค้าเรียกว่า ก๋วยจั๊บญวน น้ำส้ม 1 แก้วและน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ 1 ตัวอยู่ท้องแล้วเห็นเพื่อนๆ กินกันระเบิดระเบ้อเห็นแล้วอึดอัดแทน...เพราะเดี๋ยวมื้อกลางวันก็ต้องทานอีกและระหว่างมื้อเช้ากับมื่อเที่ยงก็ยังมีอาหารว่างอีก ขืนทานเยอะและทานทุกมื้อ ท้องแตกตายพอดี..



ทำงานเสร็จก็เย็นมากแล้ว แต่อย่างนั้นก็ยังมีเวลาไปไหว้พระที่พระธาตุหนองบัว เป็นพระธาตุขึ้นชื่อของ จังหวัดนี้ไปทุกครั้งหัวหน้าและเจ้าหน้าที่ที่นี่จะพาไปไหว้ทุกครั้งล่ะ...ไปเที่ยวนี้ไม่ได้ไปไหนเลย...เพราะไม่มีเวลาส่วนตัวกว่าจะทำงานเสร็จก็เย็นมากแล้ว เดี๋ยวก็ใกล้เวลาต้องทานข้าวตามนัดกันไว้ เที่ยวก่อนยังได้ไปดูเสื้อผ้า พวกผ้าทอ ผ้าไหม กระเป๋า เที่ยวนี้หัวหน้าพาลูกน้องเข้าวัดไปสงบจิตสงบใจซะงั้น...แบบว่ากลัวลูกน้องเครียด...555555....


ถ้าใครได้ไปอุบลขอแนะนำร้านอาหารที่บรรยากาศดี อาหารอร่อยทุกจาน แต่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไรบ้างเพราะมีหน้าที่กินอย่างเดียว...ชื่อร้านนี้ว่า "บ้านกลางซอย" เป็นร้านของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เปิดร้านเป็นอาชีพเสริม ก็นั่งนินทากันว่า โห...ร้านแบบนี้ ลาออกมาทำร้านอย่างเดียวก็รวยเละแล้วไม่ต้องรับราชการหรอกเนอะ...เท่าที่เห็นคนแน่นร้านไม่ขาดสายเลยทั้งที่เลยกลางเดือนเกือบปลายเดือนได้แล้ว พอได้ชิม...ถึงได้รู้เหตุผลว่าทำไมคนถึงแน่นร้าน....

ไม่ได้เอารูปขณะปฏิบัติงานมาลงเพราะเป็นความลับของทางราชการไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้...เลยมีแต่รุปที่ดูเหมือนไปเที่ยวซะมากกว่าจะไปทำงาน แต่ก็ขอบันทึกไว้ตรงนี้แล้วกันค่ะ...





ยิ่งเห็นยิ่งเจ็บ

คิดไม่ถึง จะทำกันได้ลง
ความซื่อตรงมีบ้างไหม
คนที่เรารัก เพื่อนที่ไว้ใจ
จูงมือกันไปต่อหน้าต่อตา

ยิ่งคิดยิ่งแค้น ยิ่งเห็นก็ยิ่งเจ็บ
เจ็บใจเพราะรักมันหนักหนา
ต้องเจ็บต้องช้ำ ต้องเสียน้ำตา
จมอยู่กับคำถามว่าทำไม

เป็นรอยมีดคม กรีดลึกที่หัวใจ
บาดแผลนี้มันยิ่งใหญ่ ไม่มีวันจาง

ใครไม่เจออย่างฉันไม่มีวันเข้าใจ
คนที่มันสิ้นไร้ทุกสิ่งทุกอย่าง
มีลมหายใจ แต่ไม่มีความหวัง
อยู่อย่างคนพ่ายแพ้
มีแต่ความอ้างว้างเพราะเธอ

ยิ่งคิดยิ่งแค้น ยิ่งเห็นก็ยิ่งเจ็บ
เจ็บใจเพราะรักมันหนักหนา
ต้องเจ็บต้องช้ำ ต้องเสียน้ำตา
จมอยู่กับคำถามว่าทำไม

เป็นรอยมีดคม กรีดลึกที่หัวใจ
บาดแผลนี้มันยังไง ไม่มีวันจาง

ใครไม่เจออย่างฉันไม่มีวันเข้าใจ
คนที่มันสิ้นไร้ทุกสิ่งทุกอย่าง
มีลมหายใจ แต่ไม่มีความหวัง
อยู่ยังคนพ่ายแพ้ มีแต่ความอ้างว้าง..เพราะเธอ




Counter
คนน่ารักเข้ามา
เริ่ม 20/3/52

วันศุกร์, เมษายน 24, 2552

คำว่า "เพื่อน"

ทำงานหนักอ่านแล้วจะหนาว






ถ้าหนังไทยตั้งชื่อสไตล์เกาหลี












หมาน่ารัก




















แม่นมากใครอยากรู้ต้องอ่านเอง






ชีวิตคนเรามีแค่นี้เองเหรอ

























ยังเหนื่อยกับการออกไปทำงานต่างจังหวัด และยังไม่มีอารมณ์เขียนบันทึกให้คนดีและตัวเองอ่าน อีกอย่างพักนี้ไม่รู้ทำไม พอเข้ามาอ่านบล๊อก ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อ่านของคุณกี้ได้บล๊อกเดียว และไปอ่านที่เวปอื่นได้ไม่กี่บล๊อกก็เริ่มรู้สึกง่วงอยากจะนอนมากกว่ามานั่งตรากตรำเขียนบล๊อก ทั้งที่อยากเขียนจดบันทึกสิ่งที่ทำในชีวิตประจำวัน ที่ได้ออกไปทำงานในช่วงเวลาที่หายไป กลางวันก็ไม่มีโอกาสได้เข้ามาเล่น ต้องทำงานกับภาระกิจที่ได้รับมอบหมายมาให้เสร็จสิ้น เดือนนี้เดือนหน้าก็ยังไม่ว่าง คงต้องลุยงานหนักต่อไปและต้องออกต่างจังหวัดอีกประปราย ทั้งต้องจัดประชุมในส่วนกลางและ จ.ใกล้เคียง กทม.

ไปเจอนิทานชาดก ที่อ่านดูแล้วดูเข้ากับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ที่ผู้คนในตอนนี้ต่างมีทิฏฐิต่อกัน แบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งสีสรรออกไป ทั้งที่เป็นคนไทยเหมือนกัน เรื่องนี้พูดกันยาก เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจถ้าหากเกิดทิฏฐิและอคติต่อกัน เรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องก็เป็นเรื่อง เรื่องบางเรื่องไม่มีสาระอะไรก็เก็บมาเป็นสาระกันได้...นั่นเพราะคนเราต่างจิตต่างใจต่างความคิด...แต่ทุกความคิดไม่น่าจะมีใครคิดถูกหรือผิด เพราะทุกความคิดมีสิทธิ์จะคิดเห็นกันได้และเราก็ควรเคารพสิทธิ์ในความคิดเห็นของทุกคน โดยเฉพาะถ้าคนๆ นั้น คือ เพื่อนคนหนึ่ง คำว่า "เพื่อน" ยิ่งใหญ่เกินที่จะมาทำลายกับสิ่งเล็กน้อยที่ไม่ใช่เรื่อง...นิทานชาดกเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นนิทานชาดกที่ดีเรื่องหนึ่งและทรงคุณค่ามาตลอด...

มาลุตชาดก
คือ ชาดก ว่าด้วยการถือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่



นานมาแล้ว ในถ้ำเชิงเขาแห่งหนึ่งเป็นที่อาศัยของราชสีห์กับเสือโคร่ง

ทั้งสองอยู่ถ้ำเดียวกัน ด้วยความผาสุกตลอดมา



ตามปกติ ราชสีห์ชอบออกหากินในคืนเดือนหงาย




ครั้งตกดึกลมแรงก็เกิดหนาวสั่นจึงหลงเข้าใจว่าอากาศหนาวเพราะคืนข้างขึ้น


ส่วนเสือโคร่งชอบออกล่าเหยื่อในคืนเดือนมืด



พอลมพัดมาแรงจัด ก็รู้สึกหนาวจึงทักเอาว่าอากาศหนาวเพราะข้างแรม



อยู่มาวันหนึ่ง สัตว์ทั้งสองสนทนากันถึงเรื่องลมฟ้าอากาศ เสือโคร่งได้พูดขึ้นว่า



เมื่อราชสีห์ได้ฟังดังนั้น จึงแย้งกลับ



ฝ่ายเสือโคร่งก็กลับแย้งว่า






แต่ราชสีห์ค้านว่า



ทั้งเสือโคร่งและราชสีห์ต่างแผดเสียงเถียงกันลั่นป่า



เมื่อหาข้อยุติไม่ได้ ทั้งสองจึงชวนกันไปหาฤาษี
ซึ่งบำเพ็ญตบะอยู่ ณ เชิงขาแห่งนั้น








เมื่อสัตว์ทั้งสองไปถึงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง







เมื่อพระฤาษีได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว



จึงได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับข้างขึ้นและข้างแรมแก่สัตว์ทั้งสองว่า












เมื่อราชสีห์และเสือโคร่งทราบความจริงจากพระฤาษีแล้วก็หมดทิฏฐิ
เดินกลับถ้ำที่อยู่ของตนด้วยความสุขใจ ...............




จบ


มาลุตชาดก

:: สาเหตุที่ตรัสชาดก ::



......ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีพระหลวงตาสองรูปชื่อ พระกาฬะ และพระชุณหะทั้งสองรูปตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดอยู่ในป่าแห่งหนึ่งในเขตชนบท แคว้นโกศล อย่างไรก็ดี พระทั้งสองรูปยังติดนิสัยตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาสมาคนละอย่างคือ พระชุณหะชมชอบความงามของพระจันทร์เต็มดวงข้างขึ้นส่วนพระกาฬะชอบมองหมู่ดาวที่ส่องแสงระยิบระยับจับตาในคืนข้างแรม

.....วันหนึ่ง พระหลวงตาทั้งสองได้มาพบปะสนทนากันถึงเรื่องลมฟ้าอากาศ พระชุณหะจึงถามพระกาฬะขึ้นว่า " ท่านรู้หรือไม่ว่า คืนไหนอากาศจะหนาวจัด ?" พระกาฬะตอบทันทีว่า " คืนข้างแรมสิ! เราสังเกตมานานแล้ว พบว่าถ้าคืนไหนเป็นคืนข้างแรม คืนนั้นอากาศจะหนาวจัดทุกที " พระชุณหะได้ฟังดังนั้นจึงแย้งว่า" เราก็อยู่ป่ามานาน แต่สังเกตเห็นว่า อากาศหนาวจัดในคืนข้างขึ้นต่างหาก "

.....หลวงตาทั้งสองโต้เถียงกันด้วยเรื่องนี้เป็นเวลานาน แต่ไม่อาจจะหาข้อยุติได้ในที่สุดจึงชวนกันออกเดินทางไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้พระพุทธองค์ตัดสินให้

.....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดำริว่า พระภิกษุสองรูปนี้อุตส่าห์เดินทางไกลเป็นเวลาแรมเดือนข้ามเขตแดนชนบทน้อยใหญ่มายังนครสาวัตถี เพียงเพื่อให้พระองค์ตัดสินปัญหาอันไม่เป็นสาระ ด้วยต่างฝ่ายต่างถือทิฐิมานะเข้าหากัน หลงยึดมั่นแต่ความคิดเห็นของตนโดยไม่พิจารณาถึงสาเหตุที่แท้จริง เช่นนี้จึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสว่า

....." ดูก่อนภิกษุ เมื่อชาติก่อนโน้น เราก็ตอบปัญหานี้แก่เธอทั้งสองแล้วแต่เธอจำไม่ได้จึงต้องย้อนมาถามปัญหาเดิมซ้ำอีก " พระหลวงตาทั้งสองรู้สึกแปลกใจ จึงกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของตนให้ฟัง พระพุทธองค์จึงทรงแสดง มาลุตชาดก


:: ข้อคิดจากชาดก ::

เมื่อมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น ควรพิจารณาดังนี้

๑. ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดีก่อน โดยไตร่ตรองว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล เพื่อประกอบการพิจารณา

๒. ฟังทั้งข้อเสนอของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ถือทิฏฐิมานะ เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่

๓. พูดให้ไพเราะที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อมิให้อีกฝ่ายมีทิฏฐิมานะมากขึ้น หากยังหาข้อยุติไม่ได้ ควรให้ผู้รู้จริงช่วยตัดสิน



ไม่มีใครชอบความทุกข์ เพราะความสุขทำให้คนรู้สึกดี แต่ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะไม่มีความทุกข์ เพราะเมื่อคนเรามีความสุข ความทุกข์ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อใดที่มีความสุขขอให้คิดไว้เสมอว่า มีสุขได้ก็มีทุกข์ได้จะได้ไม่หยิ่ง ลำพองทะนงตัวเอง เพราะในโลกนี้ล้วนเป็นวัฏจักรของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะยากดีมีจนเป็นยาจกหรือเศรษฐีย่อมมีทุกข์และสุขได้กันทุกคนล่ะ

ความทุกข์เมือเกิดขึ้นกับใคร ใจของคนที่มีความทุกข์ จะเศร้าหม่นหมองขาดความสุข บางคนถึงขนาดไม่อยากมีชีวิตอยู่เลยก็มี บางคนทุกข์บางเบา เล็กน้อย บางคนทุกข์เรื่องเดียวไม่พอ ยังมีความทุกข์ซ้ำซ้อนหลายๆ เรื่องเข้ามาในคราวเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะทุกข์กาย หรือ ใจ ขอให้จำไว้ว่าในความทุกข์ที่เกิดก็มีส่วนดีเช่นกัน ดังนี้


เกิดความรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัว ทำให้รู้ว่าความรู้สึกตอนที่เกิดความทุกข์เป็นเช่นไร และบางคนอาจคิดได้ว่า ถึงจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีใครพ้นความทุกข์ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัวตามมา

เกิดความรู้สึกสำนึกถึงการถ่อมตัว ไม่หยิ่งผยองและก้าวร้าว อวดดีกับผู้อื่น

เกิดสติ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ และเป็นอะไรอยู่ ขณะที่เกิดทุกข์นี้เพราะอะไร ทำถูกหรือทำผิด มีสติคิดแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกต้อง และรู้ว่าควรมีสติอยู่ตลอดเวลา รู้ว่าสิ่งที่เกิดก็เพราะขาดสติหลงระเริงไปกับอารมณ์ที่ชอบหรือไม่ชอบ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามความต้องการพื้นฐานของชีวิต หรือกระแสสังคมวัตถุนิยม

เกิดการมองเห็นธรรม คนที่เคยหลงมัวเมากับชีวิตหรือกิเลสรูปแบบต่าง ๆ ในข้อนึ้จะรู้ดีว่า ความหลงทำให้คนเราหยิ่งผยอง พอเกิดความทุกข์บางคนแทบเอาตัวไม่รอดคิดฆ่าตัวตายก็มี บางคนหมดตัวความทุกข์จึงทำให้คนมองเห็นความจริงของโลก และทำให้หลายคนมุ่งหน้าเข้าหาธรรมปฏิบัติธรรม เหมือนคนที่ตายแล้วเกิดใหม่เพราะธรรมทำให้คนเราเห็นความจริงของโลก

เกิดความรู้สึกได้รู้ว่าระหว่างความสุขกับความทุกข์เป็นอย่างไร โดยเฉพาะที่เคยได้รับแต่ความสุขไม่เคยสัมผัสว่าความทุกข์เป็นเช่นไร ยิ่งย่อมเห็นอย่างชัดเจนขึ้นเพราะได้เปรียบเทียบกับความทุกข์ที่กำลังได้รับอยู่

เกิดความรู้สึกว่า มิตรแท้ กับมิตรเทียมเป็นเช่นไร ถ้าใครไม่เกิดความทุกข์ก็ย่อมไม่มีวันได้เจอมิตรแท้เด็ดขาด ดังคำที่ว่าเพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้วแหนงหนี เพื่อนตายหน่ายแทนชีเพื่อนใช่ และมิตรแท้ในยามที่มีความทุกข์ จะเป็นมิตรที่ยืนยาวและถาวร ผูกพันเห็นอกเห็นใจกันตลอดไป จะมองเห็นเพื่อนที่ชอบเหยียบย่ำซ้ำเติม นอกจากไม่ช่วยเหลือแล้วยังสมน้ำหน้า ดีใจ ก็ทำให้รับรู้เพื่อนชนิดนี้

เกิดภูมิคุ้มกันชีวิต มองเห็นความเป็นจริงของชีวิต เกิดการยอมรับ รู้ว่าในความทุกข์ก็ยังมึสิ่งที่ดี ความทุกข์ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิดไว้ เมื่อเกิดความทุกข์ครั้งต่อไป จะเข้าใจ ยอมรับ อดทน อดกลั้น และผ่านทุกข์ไปได้โดยไม่ทุกข์มากเพราะเคยทุกข์ยิ่งกว่านี้มาแล้ว

ความทุกข์แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ต่างกันตรง เหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกข์ของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน คนที่สุขตลอดมาถ้าพบความทุกข์จะทุกข์มากกว่าคนอื่น ๆ

จึงควรพบความผิดหวังและความทุกข์บ้างเพื่อจะได้เป็นเกราะป้องกันตัว คนที่เป็นพ่อเป็นแม่หรือญาติพี่น้องไม่ควรช่วยเหลือหรือคาดหวังกับคนในครอบครัวหรือใครคนหนึ่งมากนัก เพราะความคาดหวังถ้าหากไม่เป็นอย่างที่หวัง จะเกิดโทษตามมา หรือจะทุกข์จนทนไม่ได้จึงมีคำสอนให้อะไรให้พอดีอย่าให้มากหรือน้อยเกินไป ให้เดินสายกลางให้มากที่สุดคนเราถ้าอยู่ดีเกินไป อยู่ด้วยความสบายมากนัก ก็จะติดความสบาย อ่อนแอ ไม่มีวินัยในตัวเอง ทำอะไรไม่เป็น ช่วยตัวเองได้ลำบากหรือถ้าคนเราอยู่ดีกินดีมากไป ก็จะเป็นโรคอ้วนหรือโรคอื่น ๆ ได้ ควรจะอดบ้าง พบความผิดหวังบ้าง รู้จักการรอคอยหรือเสียสละบ้าง

ทุกคนที่ผ่านความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้แล้ว ชีวิตต่อไปก็จะเหมือนเมล็ดพันธุ์พืชชั้นดีที่มีความแกร่ง เหมาะจะปลูกลงในผืนดิน โดยมีกำลังใจที่ดีเปรียบเหมือนดินที่ได้น้ำและปุ๋ยที่ดี เมื่อนั้นเมล็ดพืชของชีวิตที่ดีก็จะงอกงามเติบโตเกิดเป็นร่มเงาออกดอกผลและกระจายเมล็ดพืชพันธุ์ที่ดีต่อไปในสังคมเป็นสิ่งที่ชีวิตของทุกคนทำได้ไม่ยากนักใช่ป่ะคะ






ขอพระองค์ทรงพระเจริญ











Counter
คนน่ารักเข้ามา
เริ่ม 20/3/52

something about us

It might not be the right time
I might not be the right one
But there's something about us I want to say
Cause there's something between us anyway

I might not be the right one
It might not be the right time
But there's something about us I've got to do
Some kind of secret I will share with you

I need you more than anything in my life
I want you more than anything in my life
I'll miss you more than anyone in my life
I love you more than anyone in my life


Personlove